วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ISP ต้องรับผิดหรือไม่กับการกระทำความผิดบนเครือข่ายอินเทอร์เนต

เรื่องนี้คงไม่เครียดมากนัก เนื่องจากยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนในตอนนี้ การหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนก็เพื่อพวกเราที่ทำงานด้านนี้อยู่จะได้เอาไปคิดทบทวน เตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ใต้ฟ้าเมืองไทย จริงมั้ยครับ

ความหมายของคำว่า ISPเรามาทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อนว่า ISP คืออะไร ISP (บางครั้งเรียก ISPs ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน-ผู้เขียน) ย่อมาจากคำว่า Internet Service Provider ตามหนังสือศัพท์คอมพิวเตอร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่ 4 ได้ระบุความหมายว่าหมายถึง "ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต"

จะเห็นได้ว่าเป็นการให้ความหมายที่กว้างเอามากๆ เพราะในปัจจุบันการให้บริการทางอินเทอร์เนตมีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบก็มีการบริการที่แตกต่างกันด้วย เช่น ผู้ให้บริการสร้างเว็บไซต์ ผู้ให้บริการเช่าเนื้อที่เว็บไซต์ ผู้ให้บริการอีเมลล์ ผู้ให้บริการเช่าซอฟท์แวร์เพื่อการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ให้บริการดูแลและรักษาเว็บไซต์ เหล่านี้เป็นต้น

หน้าที่โดยทั่วไปของ ISP
ก็อย่างที่บอกแต่แรกว่าคำว่า ISP มีหลายความหมาย หลายบทบาท ซึ่งแต่ละบทบาทนั้นความรับผิดก็จะแตกต่างกันออกไป ในที่นี้จะขอกล่าวถึงในความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป คือ ผู้ให้บริการอินเทอร์เนตโดยจะรวมไปถึงบริการ Webhosting ซึ่งหมายถึง บริการให้เช่าพื้นที่ Website และผู้ที่ทำหน้าที่ดูแล Webboard สาธารณะ โดยอาจรวมถึง Webmaster ที่มีความรับผิดชอบโดยตรงกับข้อมูลที่ปรากฏบนเวบด้วย

หน้าที่หลักๆของ ISP ก็คือ การให้บริการทางอินเทอร์เนต (เมื่อก่อนผมเข้าใจว่า ISP หมายความเฉพาะพวกที่ขายชั่วโมงอินเทอร์เนต อย่างเช่น Click2net , CS Inernet อะไรพวกนี้เท่านั้น) การดูแล Website การตรวจสอบข้อมูลที่จะผ่านออกไปลงในเวบ

ความผิดที่เกิดขึ้นบน website
หลายๆท่านอาจจะเคยเห็นหรือเคยทราบกันมาบ้างแล้ว ว่าเป็นอย่างไร คนที่ยังไม่ทราบมาก่อนผมจะบอกให้ว่าความผิดที่เกิดอาจมีอะไรได้บ้าง

1. ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา
ผมเคยเจอเลยครับ ในเวบ Pantip.com เล่นกันจนเกินเลย ด่ากันไปด่ากันมา มีการท้าทายให้ไปต่อยกันโดยลงชื่อจริง นามสกุลจริง บ้านเลขที่พร้อมเบอร์โทรศัพท์ อีกฝ่ายหนึ่งไม่บ้าไปตามคำท้าแต่ว่าแก้เผ็ดด้วยการแต่งเรื่องในทางเสียหาย (กล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นเกย์) โดยเขียนให้คนอ่านเข้าใจว่าหมายถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน

ฝ่ายที่โดนไม้นี้เข้าทนไม่ได้ครับ (ที่ถูกเปิดเผยความจริง??!!) ตามสืบหมายเลข IP Address ดำเนินการติดต่อกับทาง ISP เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนได้ข้อมูลมาครบถ้วน แล้วก็ไปข่มขู่ฝ่ายที่แต่งเรื่องว่าให้ยอมรับผิดและขอขมาเขา ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกดำเนินคดี (โดยปกติแล้ว เมื่อความผิดอาญาเกิดขึ้น จะยอมความกันไม่ได้ เพราะถือว่ารัฐหรือแผ่นดินเป็นผู้เสียหาย แต่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ถือเป็นความผิดอันยอมความได้ เพราะถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดเป็นส่วนตัว-ผู้เขียน) จนฝ่ายที่แต่งเรื่องต้องออกมาขอโทษขอโพยกันยกใหญ่

เรื่องนี้ไปถามคนในเวบบอร์ด Pantip.com จะรู้ดี ว่ามีนักเลงโตประจำเวบอยู่ ใครแหยมไม่ได้ อาจถูกฟ้องเสียผู้เสียคน แต่ปัญหาที่เราจะดูกันนั้นมันอยู่ที่ว่า ถ้าฝ่ายที่แต่งเรื่องไม่ยอมออกมาขอโทษ แล้วฝ่ายนักเลงโตเอาเรื่องเข้าจริงๆ เค้า(คนที่แต่งเรื่อง)ก็จะมีความผิดฐานหมิ่นประมาท

คราวนี้ถามว่า Webboard ของเวบพันธ์ทิพย์ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว หรือไม่ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ากรณีนี้น่าจะเทียบได้กับการหมิ่นประมาททางจดหมาย เพราะในอดีตเคยมีคดีเกิดขึ้นในทำนองว่า ถึงแม้ว่าผู้รับจดหมายจะไม่ได้แต่งจดหมายที่หมิ่นประมาทขึ้นเอง แต่หากนำไปเผยแพร่ต่อไป โดยทำให้บุคคลที่ถูกอ้างถึงในจดหมายเสียหายก็มีความผิดเช่นเดียวกัน โดยอาจเทียบกับคำพิพากษาฎีกาดังต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๒๒/๒๕๑๕ จดหมายมีข้อความว่า ผู้เสียหายได้ซื้อสลากกินแบ่งหุ้นกันกับบุคคลอื่นแล้วสลากอันถูกรางวัลที่ ๑ ผู้เสียหายได้ไปรับเงินรางวัลเอาเสียแต่ผู้เดียว คงแบ่งให้บุคคลอื่นนั้นเพียงเล็กน้อยแล้วหลบหนีไป ต่อมาผู้เสียหายไปขอลูกสาวชาวบ้าน เขาไม่ให้เพราะทราบนิสัยและจิตใจอันคดโกงของผู้เสียหาย ดังนี้ ถือว่าเป็นถ้อยคำหมิ่นประมาทใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหากเสียชื่อเสียง และถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ได้มีผู้นำจดหมายที่มีข้อความหมิ่นประมาทผู้เสียหายมาส่งให้แก่จำเลย และจำเลยได้อ่านทราบความแล้ว ได้เอาจดหมายนั้นให้บุคคลที่สามอ่าน เป็นการแสดงข้อความในจดหมายให้ปรากฏแก่บุคคลที่สาม ถือได้ว่าจำเลยได้ใส่ความผู้เสียหายด้วยถ้อยคำแล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๖ จำเลยจะได้กล่าวยืนยันข้อความนั้นว่าเป็นความจริงหรือไม่ ไม่เป็นข้อสำคัญ

2. ความผิดฐานทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกอนาจาร เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าในข้อมูลในเวบไซต์นั้นมีมากมายหลายอย่างรวมทั้งเวบไซต์อย่างว่าก็มีมากด้วยเช่นกัน น้องๆที่เป็นเด็กและเยาวชนไม่ควรเข้าไปดู แม้แต่ผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะแล้วก็ไม่แนะนำครับ เพราะเวบพวกนี้ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย เน้นแต่เรื่องใต้เข็มขัดเท่านั้น

พลอยแต่จะทำให้คนที่เข้าไปดูมีความคิดที่หมกมุ่นกับเรื่องพรรค์นี้เท่านั้น Webmaster หรือ ISP หรือ Webhosting หรือผู้ใดก็แล้วแต่ที่มีส่วนร่วมรู้เห็นการกระทำดังกล่าวต้องมีความผิดตามกฎหมายอาญาฐานทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งลามก
แต่ปัญหาเกิดเมื่อเจ้าของเวบไซต์อ้างว่าไม่รู้เห็นกับการกระทำดังกล่าว กรณีมีการเอารูปมา Post ใน Webboard สาธารณะที่สามารถแนบไฟล์รูปต่างๆได้ด้วย กรณีนี้ Webmaster อาจอ้างเป็นเหตุเพื่อไม่ต้องรับผิดชอบได้ เพราะไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าว ทั้งยังไม่มีเจตนาและทางเวบไซต์เองก็ไม่ได้มีนโยบายเช่นนั้นมาตั้งแต่ต้น เช่นนี้แล้วก็คงจะเอาผิดไม่ได้

แต่กรณีควรวิเคราะห์กันต่อไปว่า ทาง Website มีมาตรการใดๆที่จะป้องกันปัญหา
ดังกล่าวหรือไม่ เพราะเป็นที่รู้กันว่างาน Webmaster นั้นยุ่งมาก เป็นไปไม่ได้ที่จะมาคอยนั่งตรวจความเห็นทุกกระทู้ ดังนั้นควรจะมีมาตรการเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะโดยการเพิ่มจำนวนบุคลากรหรือการออกแบบ Software ที่จะมาใช้ Screen ถ้อยคำหรือรูปภาพอนาจารดังกล่าว แต่ก็ยังเป็นไปได้ยากเพราะในปัจจุบัน Website (โดยมาก) ก็มีปัญหาในเรื่องต้นทุนกันอยู่แล้ว การเพิ่มบุคลากรนั้นคงจะแทบเป็นไปไม่ได้ ส่วนการออกแบบ Software นั้นดูจะเป็นไปได้มากกว่า เพราะจะช่วยประหยัดค่าใข้จ่ายได้มาก

แนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เนื่องจากในปัจจุบัน กฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ยังไม่ผ่านการพิจารณาออกมาใช้บังคับ เพราะติดขัดปัญหาทางเทคนิคมากมาย และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ของบ้านเราที่ยังขาดผู้เชี่ยวชาญอยู่มาก โดยเฉพาะนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญเรื่องคอมพิวเตอร์ จึงทำให้เรื่องดังกล่าวต้องล่าช้า

ปัญหาในข้อ 1 และ 2 ดังกล่าวมาแล้วนั้น หากไม่ปรากฎว่าเป็นการกระทำโดยเจตนา
ชัดแจ้งและมีหลักฐานพิสูจน์ความผิดอย่างแน่นหนาแล้วนั้น คงจะเอาผิดทาง ISP หรือ Webmaster ได้ยาก ทั้งที่ความจริงแล้ว ทุกฝ่ายควรจะต้องมีส่วนร่วมกันในการรับผิดชอบต่อความผิดที่เกิดขึ้นบน เครือข่ายอินเทอร์เนต การปัดสวะโยนความรับผิดไปให้ฝ่ายอื่นๆนั้นคงจะแก้ปัญหาไม่ได้แน่ เชื่อว่าปัญหาสังคม Cyber แก้ไขได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ทำ Hyperlink ยังไงไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์?

ทุกวันนี้หายากครับที่เวลาเราเข้าเว็บไซต์แล้วเว็บไซต์นั้นจะแสดงผลบนหน้าจอเพียงเว็บเดียว เดี๋ยวนี้เขา link กันอุตลุดครับ น่าสงสัยเหมือนกันนะครับว่าเว็บไซต์พวกนี้เขาเป็นญาติกันหรือเปล่า หรือมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ทำไมต้องจับไป link กัน การที่เอาเว็บไซต์ของคนอื่น (ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของคนอื่น) มา link เข้ากับ web ของเราก็มีโอกาสเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เช่นกันนะครับ ถ้ามองว่าเป็นการ "ทำซ้ำ" งานอันมีลิขสิทธิ์ของคนอื่น
ซึ่งในอเมริกาเขาก็มีข้อถกเถียงกันในเรื่องนี้มานานแล้วครับว่า ถ้าจะเอา web ของคนอื่นมา link เข้ากับเว็บไซต์ของเราจะต้องไปขออนุญาตเขาหรือเปล่า ฝ่ายหนึ่งก็มองว่าแค่ไป link กับเขาก็เป็นการ "ทำซ้ำ" แล้วต้องมีการขออนุญาตก่อนครับ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ดูว่าเป็นการ "ทำซ้ำ" หรือไม่ครับ แต่เขามองว่าการที่ website ของคุณมาอยู่บน www ก็มีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าคุณเปิดให้ใครเขาเข้าเว็บของคุณก็ได้ครับ ดังนั้นการที่คนอื่นเขามา link กับคุณก็ไม่น่าเสียหายอะไร ตราบเท่าที่การ link นั้นเป็นการ link ไปยังหน้าจอแรก (Surface) ของ web อื่นเท่านั้นครับ แต่ถ้าเป็นการ link ที่ deep ลงไปกว่านั้นถึงเนื้อหาอื่นๆ ของ web ฝ่ายที่สองนี้ก็เห็นว่าต้องขออนุญาตครับ รวมถึงศาลในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เคยวินิจฉัยไว้แล้วครับว่ากรณีที่เป็น deep link นั้น ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ครับ

แม้ปัญหานี้จะไม่เคยขึ้นสู่ศาลบ้านเรา แต่ในอนาคตคงจะต้องมีแน่นอนครับ ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ก่อนที่จะนำเว็บของคนอื่นมา link เข้ากับ web ของเราก็ควรจะมีการขออนุญาตเสียก่อนครับ เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกันความรับผิดทางกฎหมายที่อาจจะมีขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ดีในการทำธุรกิจ e-commerce ด้วยครับ อย่างไรก็ดี กรณีที่คุณเป็นเจ้าของ web แล้วไม่อยากจะให้ใครมา link ก็อาจจะระบุเป็น notice ไว้บน web ให้ชัดเจนเลยครับว่าห้าม link ถ้าใครมา link คราวนี้ก็น่าจะผิดโดยไม่ต้องตีความครับ และคราวนี้ก็จะมาอ้างไม่ได้ว่าอยู่บน www เพราะเขาห้าม link ไว้ชัดเจนแล้วครับ

Microsoft vs Atec (Episode II ) : The Empire strikes back

หลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 4301/2543 ยกฟ้องในคดีที่ไมโครซอฟท์ฟ้องเอเทคแล้ว ก็ใช่ว่าเรื่องจะจบลงง่ายๆ ครับ ในปี 2543 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ศาลฎีกายกฟ้อง ไมโครซอฟท์ก็ฟ้องเอเทคเป็นคดีอาญาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ต่อศาลทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น) อีกครับ แต่คราวนี้ไม่ได้ฟ้องเอเทคโดยตรง แต่ฟ้องบริษัทนิยมไทยจำกัด (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "บริษัท น." ครับ) ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายคอมพิวเตอร์ของเอเทค ข้อเท็จจริงของคดีใหม่นี้ก็คล้ายกับคดีเก่าครับ คือไมโครซอฟท์สงสัยว่าคอมพิวเตอร์ที่บริษัท น.จำหน่ายมีโปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของไมโครซอฟท์อยู่ด้วยครับ ก็เลยจ้างฝรั่งให้ไปล่อซื้อคอมพิวเตอร์จากบริษัท น. ซึ่งคดีนี้ศาลมองว่าไม่ใช่การล่อให้กระทำความผิด (entrapment) เพราะมีพยานหลักฐานหลายอย่างที่ทำให้ศาลเชื่อว่า บริษัท น. จำหน่ายคอมพิวเตอร์พร้อมกับโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์เป็นปกติอยู่แล้วครับ ไม่ใช่เพิ่งจะมีการติดตั้งโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อผู้ซื้อ(ปลอม)ที่ได้รับว่าจ้างจากไมโครซอฟท์ไปล่อซื้อ

คดีนี้มันต่างกับคดีเก่าตรงที่ว่า ไมโครซอฟท์เขานำวิศวกรคอมพิวเตอร์มาเบิกความชัดเจนครับว่าโปรแกรม Microsoft Windows 98 และ office 97 ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์นี้ มีการติดตั้งก่อนที่จะมีการตกลงซื้อขายคอมพิวเตอร์จริง ๆ จากพยานหลักฐานพบว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวันที่ติดตั้งโปรแกรม Windowsครับ แต่วิศวกรของไมโครซอฟท์เขาก็พิสูจน์ให้เห็นถึงวันที่ติดตั้งที่แท้จริงได้ ส่วนโปรแกรม office 97 วิศวกรเขาไปดู file ชื่อ OFFITEMS LOG ก็ทราบว่า Office ถูกเปิดใช้ครั้งแรกในวันที่พนักงานขายเปิดเครื่องให้ลูกค้า(ปลอม)ดูครับ แสดงว่า โปรแกรม office97 ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ถูกติดตั้งไว้ก่อนวันนั้นครับ ประกอบกับตอนที่ลูกค้า (ปลอม)ไปรับเครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์ก็อยู่ในกล่องอย่างดีครับ พอยกออกมาลอง เครื่องก็มีโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์อยู่แล้วพร้อมสรรพ ต่างกับคดีแรกที่พอลูกค้า (ปลอม) ไปรับเครื่องน่ะ เครื่องอยู่นอกกล่องครับ และคดีก่อนก็ไม่มีพยานหลักฐานยันยันวันติดตั้งโปรแกรมที่ชัดเจนเหมือนคดีนี้ ในที่สุดแล้วในคดีหลังนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึง พิพากษาให้ไมโครซอฟท์ชนะคดี ก็พิพากษาลงโทษบริษัท น. กับกรรมการผู้จัดการซึ่งเป็นจำเลย ที่1 และ ที่ 2 ครับ ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานขายก็หนีไปตามระเบียบตั้งแต่เขายังไม่ฟ้องครับ ศาลจึงไม่ได้ระบุในคำพิพากษาว่าต้องรับผิดด้วยหรือไม่ครับ

ในคดีหลังนี้ ฝ่ายจำเลยเขาก็อ้างข้อต่อสู้เดิมๆ กับในคดีแรกครับ ซึ่งไมโครซอฟท์เขาก็รู้ทางมวยอยู่แล้วจึงแก้ได้ทั้งหมดครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องว่าบริษัทน. มีข้อบังคับติดไว้ในสำนักงานขายทุกแห่งว่า ไม่ให้พนักงานติดตั้งโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ในคอมพิวเตอร์ที่ขาย หรือที่ว่าในใบเสร็จระบุว่าขายแต่เครื่องไม่มีโปรแกรมครับ คือศาลท่านเห็นว่าถ้าขายเครื่องได้บริษัท น. ก็ได้เงินครับ ถึงจะมีข้อบังคับ และระบุในใบเสร็จไว้อย่างนั้น แต่ก็อาจจะมี hidden agenda ก็ได้ครับว่า จริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นดุลพินิจของศาลในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานครับ คนธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงไปก้าวล่วงไม่ได้ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคดีนี้จำเลยเขาได้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาหรือไม่ครับ (คดีทรัพย์สินทางปัญญา นี้อุทธรณ์จากศาลทรัพย์สินทางปัญญา ไปยังศาลฎีกาได้โดยตรงครับไม่ต้องผ่านศาลอุทธรณ์ ) แต่ที่ผมเช็คคำพิพากษาฎีกาตอนนี้ก็ยังไม่เห็นมีออกมาครับ ถ้ามีการฎีกาแล้วศาลฎีกาพิพากษาออกมาอีกทางหนึ่ง ผมก็คงต้องเขียน ภาค 3 ของคดีนี้ แล้วตั้งชื่อว่า Return of the Jedi แน่ๆ เลยครับ

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ละเมิดลิขสิทธิ์แล้วควรฟ้องผู้ทำผิดเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ?

เมื่อท่านถูกใครละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน แล้วท่านรู้ว่าไอ้ใครที่ว่านั้นเป็นใคร และการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นเป็นการกระทำเพื่อการค้า ท่านก็มีทางเลือกทางกฎหมายอยู่ 2 ทางครับ คือจะเลือกฟ้องผู้กระทำผิดเป็นคดีแพ่งหรือเลือกดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิด การเลือกดำเนินคดีอาญานั้นก็อาจจะทำได้ 2 ทางอีกเช่นกันครับ ทางหนึ่งคือไปแจ้งความกับตำรวจ ให้ตำรวจสอบสวน แล้วอัยการจะเป็นโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแทนท่านครับ อีกทางหนึ่งคือท่านไปเป็นโจทก็ฟ้องคดีต่อศาลเองโดยตรงเลยครับ

การเลือกฟ้องคดีแพ่งกับคดีอาญามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันครับ ข้อแรกท่านคงต้องถามตัวเองว่าอยากได้อะไรจากการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดครับ ถ้าอยากจะได้ค่าเสียหายเป็นหลัก ก็ควรฟ้องคดีแพ่งครับ ถ้าต้องการให้คนละเมิดลิขสิทธิ์เข็ดหลาบและต้องการแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่าคนผิดควรรับโทษก็ไปแจ้งความหรือฟ้องคดีอาญาครับ ซึ่งถ้าเลือกจะดำเนินคดีอาญาก็ต้องรีบทำภายใน 3 เดือนนับแต่รู้ถึงการกระทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดครับ เพราะความผิดกฎหมายลิขสิทธิ์เป็นความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ครับ กฎหมายจะกำหนดอายุความทางอาญาไว้ค่อนข้างสั้น ส่วนถ้าจะดำเนินคดีแพ่งท่านก็มีเวลาในการตัดสินใจฟ้อง 3 ปีนับแต่รู้ถึงการกระทำผิดและรู้ตัวผู้ทำผิดครับ (คดีแพ่งเกี่ยวกับลิขสิทธิ์มีอายุความมากกว่าคดีแพ่งทั่วไปที่กำหนดไว้เพียง 1 ปีนับแต่รู้ถึงการทำผิดและรู้ตัวผู้ทำผิด)

การฟ้องคดีแพ่งกับคดีอาญามีเงื่อนแง่ทางกฎหมายที่แตกต่างกันครับ ที่ผมเคยพูดถึงตอนที่เล่าถึงคดีไมโครซอฟท์ - เอเทค ก็คือ คดีแพ่งจะไม่นำหลักผู้เสียหายทางนิตินัยมาใช้ครับ กรณีปัญหาข้อกฎหมายเรื่องล่อซื้อก็จะไม่เป็นอุปสรรค อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นจุดต่างก็คือ เรื่องมาตรฐานการพิสูจน์ครับ พูดให้ง่าย ๆ ก็คือ ถ้าท่านฟ้องคดีแพ่ง ท่านมีโอกาสชนะคดีมากกว่า เพราะในคดีแพ่งเพียงแต่ถ้าพยานหลักฐานของท่านมีน้ำหนักมากกว่าฝ่ายจำเลย (เช่น 51 : 49) ศาลก็จะตัดสินให้ท่านชนะคดีแล้วครับ เรียกมาตรฐานการพิสูจน์นี้โก้ ๆ เป็นภาษากฎหมายว่า preponderance of evidence ครับ ส่วนในคดีอาญานั้นแค่ 51 : 49 น่ะ ไม่พอครับ ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีก็ต่อเมื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นจนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร (Proof beyond reasonable doubt) ครับว่ามีการทำผิดเกิดขึ้น และจำเลยที่ถูกฟ้องเป็นผู้กระทำผิด ถ้าจะเทียบเป็นตัวเลขก็คงต้องมากกว่า 80 : 20 ล่ะครับ

คดีไมโครซอฟท์-เอเทคนั้นโจทก์เลือกฟ้องเป็นคดีอาญาครับ คงจะเพราะต้องการให้ผู้ทำผิดหลาบจำไม่คิดทำผิดอีก ซึ่งก็ทำให้ศาลนำหลักผู้เสียหายโดยนิตินัยมาใช้และมาตรฐานการพิสูจน์ก็เป็นไปอย่างเข้มข้นครับ ส่วนท่านผู้อ่านที่คิดจะฟ้องคดีก็ควรชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียให้ดีก่อนตัดสินใจนะครับ เพราะถ้าฟ้องคดีอาญาไปก่อนแล้วแพ้ อาจจะให้ฟ้องคดีแพ่งอีกไม่ได้นะครับ เพราะหลักกฎหมายเขามีว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาครับ (แต่หลักนี้ก็มีรายละเอียดและข้อยกเว้นนะครับ ซึ่งคงไม่กล่าวในที่นี้ เพราะไม่อยากให้บทความนี้กลายเป็นตำรากฎหมายครับ)

Webmaster ไม่มาดูแล Website มีความผิดหรือไม่

หลายคนคงเคยเจอปัญหาแบบเดียวกับผม คือ เข้าไปดู Website ที่ชอบครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า ก็พบว่า เจ้าของเวบหรือ Webmaster ไม่มาดูแล หรือมา Update เวบบ้างเลย โอยย มันช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง ข่าวสารที่อยากเข้ามาดูก็พบว่าเป็นข่าวเก่าตั้งแต่ปีมะโว้ เรื่องราวต่างๆภายในเวบก็นิ่งสนิท หยุดอยู่กับที่ คงมีแต่ส่วนของ Webboard และ Guessbook เท่านั้นที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่บ้าง จากบรรดาขาประจำทั้งหลาย (รวมทั้งผมด้วย)

ผมก็เลยลองมาคิดดูว่า การกระทำของ Webmaster ดังกล่าว ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ก็ได้ความว่า ในเบื้องต้นหากไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ต้องบอกว่า ไม่มีความผิด เพราะการไม่มาดูแล Website ไม่ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด

แต่ปัญหามันจะเกิดหากว่า ใน Website ดังกล่าว เกิดมีเรื่องมีราว หรือเกิดมีคดีความขึ้น หรือเกิดเหตุที่ต้องพิพาทกันตามกฎหมาย ซึ่งอาจจะไม่ได้เกิดจากตัว Webmaster เลย กรณีนี้เราจะมาดูกันว่า Webmaster ต้องร่วมรับผิดกับการกระทำดังกล่าวด้วยหรือไม่

ขออนุญาตยกตัวอย่าง กรณีเวบ www.metalthai.com (ที่ผมชอบมาก ต้องเข้าไปดูทุกวัน) ในส่วนของกระทู้ มีการ Post ข้อความโต้ตอบกัน (ด่ากัน) ไปมา แล้วคราวนี้ลามปามไปพาดพิงถึงสถาบันต้องห้ามของสังคมไทย ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นความผิดอาญา แล้ว Webmaster ของ www.metalthai.com ต้องรับผิดด้วยหรือไม่

ในกรณีนี้ ตัวคนที่ Post ข้อความดังกล่าวย่อมต้องมีความผิดตามกฎหมายอาญาอยู่แล้ว และถ้า Webmaster มาเจอข้อความดังกล่าวแล้วยังเพิกเฉย ไม่รีบทำการลบ หรือแก้ไขข้อความนั้นเสีย Webmaster นั้นก็อาจจะมีความผิดด้วย (มีข้อยกเว้นให้อาจไม่ต้องรับผิด หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ทราบหรือไม่รู้เห็นเรื่องดังกล่าวเลยจริงๆ แต่ทั้งนี้ก็ต้องเปรียบเทียบกับ Webmaster โดยทั่วๆไปด้วย-ผู้เขียน)

เช่นกันว่า หากบางเวบไซต์ ให้มีการ Post รูปภาพได้ แล้วคนที่มาเล่นก็ Post รูปโป๊ ลามกอนาจารเข้าไป เมื่อ Webmaster ไม่มาดูแล ก็จะไม่ได้เห็น(ไม่ได้ดู) ว่ามีอะไรเกิดขึ้น กรณีนี้ก็น่าจะถือว่ามีความผิดด้วยเช่นกัน แต่ก็ต้องดูด้วยว่าทาง Webmaster ได้วางมาตรการอย่างไรไว้บ้าง ในการป้องกันปัญหาดังกล่าว

แม้ว่ากฎหมายของไทยอาจจะยังไม่พัฒนาถึงขั้นเอาผิดทางอาญาได้ แต่ Webmaster ก็อาจมีความผิดตามกฎหมายแพ่งได้ แม้ว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อความเสียหายขึ้นเอง แต่อาจถูกฟ้องเป็นจำเลยให้ร่วมรับผิดได้เช่นกัน

ท่าน Webmaster ทั้งหลาย หากได้อ่านบทความนี้แล้ว ก็ขยันหมั่นดูแล Website ที่อยู่ในความรับผิดชอบกันด้วยนะครับ เพราะถ้าจะต้องเป็นเรื่องเป็นราวกันแล้ว ต้องเสียทั้งเงินทอง เสียทั้งเวลา ดีไม่ดีอาจต้องเสียอิสรภาพ ไม่คุ้มค่าครับ

ท้ายนี้ ขอขอบคุณ คุณศรรณ ทองประเสริฐ Webmaster แห่ง www.metalthai.com ที่กรุณามาเป็นตัวอย่างให้ครับ

Heavy Metal Regards

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แสดงความคิดเห็นทางเว็บไซต์จะมีความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทหรือเปล่า ?

ผมเคยเขียนถึงเรื่องการส่ง e-mail ไปหมิ่นประมาทผู้อื่นมาแล้ว วันนี้เราลองมาดูกันว่าการแสดงความคิดเห็นทางเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์จะมีความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่

ท่านผู้อ่านเคยสงสัยเรื่องนี้กันไหมครับ ผมมีประสบการณ์กับตัวเองก็ตอนช่วงที่มีข่าวว่าลูกนักการเมืองดังคนหนึ่งไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมตำรวจกองปราบ ปรากฏว่ามีคนไปแสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ กันอย่างล้นหลาม ซึ่งข้อความที่มีการแสดงความคิดเห็นนั้น ถ้ามองจากมาตรฐานของกฎหมายแล้วก็น่าจะเป็นการหมิ่นประมาท ผมก็มานั่งคิดว่าอย่างนี้แล้วจะผิดไหม แต่ก็มานึกถึงเหตุยกเว้นความผิดความหมิ่นประมาทตามกฎหมายไทยซึ่งมีเหตุหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติว่ าถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความเพื่อติชมด้วยความเป็นธรรมตามวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ พูดกันง่าย ๆ ให้เราๆ ท่าน ๆ เข้าใจก็คือ การติชมตามความรู้สึกของคนทั่วๆ ไปโดยสุจริตไม่มีความผิดนั่นเอง

นอกจากนั้นนักกฎหมายยังมีความเห็นว่าบุคคลเช่นนักการเมืองหรือดาราภาพยนตร์ เป็นบุคคลที่ต้องเสนอตัวต่อประชาชน (public figure) ซึ่งย่อมอยู่ในวิสัยที่ประชาชนจะติชมด้วยความเป็นธรรมได้ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมศึกษาดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมา การจะวินิจฉัยว่าอย่างไรเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมก็ดูยากเหมือนกันครับ ดังนั้น ถ้าจะแสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ก็ควรต้องระวังกันด้วยนะครับ

หมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ตกับความรับผิดทางแพ่ง

ผมเขียนเกี่ยวกับการหมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ตมาหลายเรื่องแล้วครับ แต่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทางอาญาทั้งสิ้น จริง ๆ แล้วถ้ามีคนมาหมิ่นประมาทเราทางอินเทอร์เน็ต นอกจากการไปฟ้องร้องเป็นคดีอาญา หรือการแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจแล้ว เราก็ยังมีช่องทางอีกช่องทางหนึ่งครับ

เพราะเราอาจจะไม่ต้องการให้คนทำผิดได้รับโทษอาญา แต่อยากจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง อันนี้ก็ทำได้เช่นกันทางกฎหมาย แต่เงื่อนแง่ทางกฎหมายอาจจะต้องต่างกันสักนิดครับ คือหมิ่นประมาททางแพ่งนั้นกฎหมายเขาหมายถึง การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนความจริง (คือข้อความเท็จจริงเท่านั้นถึงจะผิดครับ ถ้าจริงก็ไม่ผิด ต่างกับทางอาญาที่หลักคือจริงหรือไม่จริงก็ผิดครับ เพียงแต่มีข้อยกเว้นให้พิสูจน์ความจริงได้ในบางกรณี) และการกล่าวหรือไขข่าวนั้นทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของบุคคลอื่นครับ ซึ่งแม้ว่าผู้ที่หมิ่นประมาทจะไม่รู้ว่าข้อความที่ตนกล่าวหรือไขข่าวนั้นไม่จริง แต่หากว่าควรจะรู้ได้ก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นครับ

คดีหมิ่นประมาทที่ผมสังเกตส่วนใหญ่เขาก็จะไปฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งกันครับ แล้วก็เรียกค่าเสียหายกันมากๆ นัยว่าเพื่อจะให้จำเลยเข็ดหลาบครับ ซึ่งถึงเรียกไปสูง ศาลไทยท่านก็จะลดลงมาโดยดูจากความเสียหายที่แท้จริงเท่านั้นครับ เพราแนวคิดของไทย การลงโทษให้จำเลยหลาบจำถือเป็นเรื่องของการดำเนินคดีอาญาครับ ส่วนประเทศอื่น ๆ เช่น อเมริกานั้น แม้ในคดีแพ่งเขาก็มีแนวคิดในเรื่อง “ค่าเสียหายในเชิงลงโทษ” (punitive damage) ด้วยครับ ซึ่งก็จะใช้กับคดีที่มีการฟ้องรัองบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก ศาลเขากำหนดค่าเสียหายให้กับฝ่ายโจทก์จนบริษัทเหล่านั้นบางบริษัทต้องล้มละลายไปเลยก็มีครับ ส่วนกรณีหมิ่นประมาทผมไม่แน่ใจว่าศาลอเมริกาเขาจะนำแนวคิดเรื่องค่าเสียหายในเชิงลงโทษมาใช้หรือไม่ แต่ยังไงผมก็มองว่าแนวทางของศาลไทยในเรื่องนี้น่ะถูกต้องแล้วครับ เสียหายเท่าใดก็ควรได้รับค่าเสียหายเพียงเท่านั้น

คดีแพ่งเรื่องหมิ่นประมาท ในประเทศไทยยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ เรื่องศาลที่จะฟ้องคดีครับ หลักในเรื่องนี้คือโจทก์ฟ้องคดีได้ที่ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตหรือศาลที่เป็น ที่เกิดของเหตุในการฟ้องคดีครับ ทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์มันส่งไปขายทั่วประเทศนี่ครับ ฝ่ายผู้เสียหาย ซึ่งมักเป็นนักการเมือง เขาก็ถือว่าความผิดเกิดขึ้นทั่วประเทศครับ ก็เลยตระเวนไปฟ้องตามศาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ ส่งผลให้จำเลยต้องตามไปแก้คดีครับ เรื่องหมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ตนี้ผมว่าอาจทำให้เกิดปัญหาอย่างเดียวกันตามมาก็ได้ เพราะข้อความหมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ตมันก็ไปเปิดดูได้ทั่วประเทศนี่ครับ ไปหมิ่นประมาทใครก็ควรเตรียมวิ่งรอกแก้คดีไว้ด้วยนะครับ